บริษัท วนิตา จำกัด อยู่ในโครงการ JW urban home office เลขที่ 555/27-28 ถนนสรงประภา แขวงดอนเมือง เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร 10210
Vanitaงานที่36-SEOก้าวสู่ตัวตนที่แท้จริงอย่างมั่นใจด้วยการปรับฮอร์โมนเพื่อการข้ามเพศLGBTQ

Vanitaงานที่36-SEOก้าวสู่ตัวตนที่แท้จริงอย่างมั่นใจด้วยการปรับฮอร์โมนเพื่อการข้ามเพศLGBTQสวัสดีค่ะ ดิฉัน แพทย์หญิงธาวินี กฤตสรรค์วงศ์ หรือ หมอไหม สูตินรีแพทย์ประจำ Vanita Clinic คลินิกสูตินรีเวชกรรม ดอนเมือง จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ดิฉันพบว่าการปรับฮอร์โมนเพศเป็นกระบวนการที่มีความละเอียดอ่อน และต้องอาศัยความรู้ความเชี่ยวชาญ รวมถึงการดูแลอย่างใกล้ชิดจากแพทย์ เพื่อให้เกิดความปลอดภัย และได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ หมอไหมพร้อมที่จะให้คำปรึกษา ตรวจวินิจฉัย และวางแผนการรักษา ที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล โดยคำนึงถึงสุขภาพ และความปลอดภัยเป็นสำคัญ

ในฐานะสูตินรีแพทย์ ดิฉันจะมาพูดคุยเกี่ยวกับเรื่อง การปรับฮอร์โมนเพศเพื่อการข้ามเพศ ซึ่งเป็นหัวข้อที่ได้รับความสนใจมากขึ้นในปัจจุบัน เเต่ในขณะเดียวกันความกังวลของกลุ่ม LGBTQ+ ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงร่างกายของตนเองยังมีอยู่มาก ดิฉันในฐานะสูตินรีแพทย์จะมาเล่าถึง การปรับฮอร์โมนเพื่อการข้ามเพศ LGBTQ+ อย่างปลอดภัยกันค่ะ

มาทำความรู้จักกับ "การปรับฮอร์โมนเพื่อการข้าม"


การปรับฮอร์โมนเพื่อการข้ามเพศเป็นกระบวนการสำคัญสำหรับบุคคลที่ต้องการเปลี่ยนแปลงร่างกายให้ตรงกับอัตลักษณ์ทางเพศที่ตนเองต้องการ ซึ่งการปรับฮอร์โมนนี้ไม่เพียงแค่ช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ แต่ยังมีผลต่อสภาพจิตใจและความรู้สึกของผู้ที่ต้องการข้ามเพศอีกด้วย กระบวนการนี้จะช่วยลดฮอร์โมนเพศเดิม และเสริมฮอร์โมนเพศใหม่ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้เกิดความสอดคล้องระหว่างร่างกาย จิตใจ และอัตลักษณ์ทางเพศสภาพ 

การปรับฮอร์โมนสำหรับคนข้ามเพศ แบ่งเป็น 2 ประเภทหลักๆ คือ

การปรับฮอร์โมนจากชายเป็นหญิง (MTF)

เน้นการเสริมฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) และลดฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน (Testosterone) ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่างๆ เช่น เสียงแหลมขึ้น ผิวพรรณเนียนละเอียด มีหน้าอก สะโพกผาย รวมถึงอารมณ์และความรู้สึก

การปรับฮอร์โมนจากหญิงเป็นชาย (FTM)
เน้นการเสริมฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน (Testosterone) และลดฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่างๆ เช่น เสียงทุ้มขึ้น มีหนวดเครา กล้ามเนื้อชัดเจนขึ้น รวมถึงอารมณ์และความรู้สึก

ความต้องการและเป้าหมายของ Transman และ Tranwoman

beautiful-couple-posing-bare

การดูแลสุขภาพของกลุ่มคนข้ามเพศ (Transgender) ได้รับความสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะในด้านการปรับเปลี่ยนลักษณะทางเพศ ซึ่งรวมถึงผู้หญิงข้ามเพศ (Transwoman) และผู้ชายข้ามเพศ (Transman) ที่มีความต้องการและเป้าหมายที่แตกต่างกันในการเข้ารับบริการทางการแพทย์ เช่น การปรับฮอร์โมนและการผ่าตัด

ความต้องการของ Transwoman

Transwoman คือ ผู้ที่เกิดมาเป็นชาย แต่มีอัตลักษณ์ทางเพศเป็นหญิง ความต้องการหลักของ Transwoman มักจะมุ่งเน้นไปที่

  • การปรับเปลี่ยนร่างกาย : ต้องการให้ร่างกายมีลักษณะของผู้หญิง เช่น การเพิ่มขนาดเต้านม การลดขนตามร่างกาย และการเปลี่ยนแปลงเสียง

  • การใช้ฮอร์โมน : การรับฮอร์โมนเอสโตรเจนและยาลดแอนโดรเจนเพื่อให้ใกล้เคียงกับการเป็นหญิงมากที่สุด โดยต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพ

  • การผ่าตัด : อาจมีความต้องการในการผ่าตัดแปลงเพศเพื่อให้ร่างกายตรงกับอัตลักษณ์ทางเพศที่ต้องการ

ความต้องการของ Transman

Transman คือ ผู้ที่เกิดมาเป็นหญิง แต่มีอัตลักษณ์ทางเพศเป็นชาย ความต้องการหลักของ Transman มักจะมุ่งเน้นไปที่

  • การปรับเปลี่ยนร่างกาย : ต้องการให้ร่างกายมีลักษณะของผู้ชาย เช่น การเพิ่มกล้ามเนื้อ การลดขนาดหน้าอก และการเปลี่ยนแปลงเสียง

  • การใช้ฮอร์โมน : การรับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนเพื่อให้ใกล้เคียงกับการเป็นชายมากที่สุด โดยต้องมีการตรวจสุขภาพและติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ

  • การผ่าตัด : อาจมีความต้องการในการผ่าตัดแปลงเพศ เช่น การทำหน้าอกให้เรียบหรือสร้างอวัยวะเพศชาย

เป้าหมายในการดูแลสุขภาพ

ทั้ง Transman และ Transwoman มีเป้าหมายหลักในการดูแลสุขภาพที่คล้ายกัน คือ

  • ความสบายใจในร่างกาย : ต้องการให้ร่างกายตรงกับอัตลักษณ์ทางเพศ เพื่อเพิ่มความมั่นใจในชีวิตประจำวัน

  • คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น : การเข้าถึงบริการสุขภาพที่เหมาะสมจะช่วยให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ลดความเสี่ยงต่อสุขภาพจิต : การได้รับการสนับสนุนและดูแลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญช่วยลดความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพจิต เช่น ภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวล

คู่มือการตรวจฮอร์โมน ดูแลสุขภาพสำหรับบุคคลข้ามเพศ

การปรับฮอร์โมนเพศเป็นส่วนสำคัญในการเปลี่ยนผ่านสู่เพศสภาพที่ปรารถนา แต่การเริ่มต้นการปรับฮอร์โมนนั้นจำเป็นต้องได้รับคำแนะนำและการดูแลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้าน สูตินรีเวช ดอนเมือง เพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูงสุด 

การเตรียมตัวก่อนการตรวจฮอร์โมนที่คลินิกสูตินรีเวช

การตรวจฮอร์โมนเป็นขั้นตอนสำคัญสำหรับบุคคลข้ามเพศ (Transgender) โดยเฉพาะในกรณีที่มีอาการผิดปกติหรือความไม่สมดุลของฮอร์โมน การเตรียมตัวอย่างถูกต้องก่อนการตรวจจะช่วยให้ผลการตรวจมีความแม่นยำและเชื่อถือได้มากขึ้น ที่ สูตินรีเวช ดอนเมือง มีคำแนะนำในการเตรียมตัวก่อนการตรวจฮอร์โมนดังนี้

1. ควรงดอาหารและเครื่องดื่มอย่างน้อย 8-12 ชั่วโมงก่อนการตรวจเลือด เพื่อให้ระดับฮอร์โมนในเลือดมีความแม่นยำมากที่สุด การตรวจในช่วงเวลาที่ไม่มีอาหารจะช่วยลดความแปรปรวนของผลการตรวจ
2. ควรแจ้งแพทย์เกี่ยวกับยาที่คุณใช้ รวมถึงยาสมุนไพรและอาหารเสริมที่รับประทานอยู่ เพื่อให้แพทย์สามารถวิเคราะห์ผลได้อย่างถูกต้องและปรับแผนการรักษาได้ตามความเหมาะสม
3. ควรงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนการตรวจ เนื่องจากแอลกอฮอล์สามารถส่งผลต่อระดับฮอร์โมนในร่างกายและทำให้ผลการตรวจไม่แม่นยำ
4. ควรพักผ่อนให้เพียงพอก่อนวันตรวจ จะช่วยให้ร่างกายอยู่ในสภาพที่ดีที่สุด ซึ่งจะส่งผลดีต่อผลการตรวจ ควรหลีกเลี่ยงความเครียดและทำกิจกรรมที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย

การตรวจฮอร์โมนบุคคลข้ามเพศ ตรวจอะไรบ้าง? 

ก่อนเริ่มการปรับฮอร์โมน แพทย์สูตินรีเวช ดอนเมือง จะทำการตรวจร่างกายและตรวจเลือด เพื่อประเมินสุขภาพโดยรวมและระดับฮอร์โมนปัจจุบัน

  • ประวัติทางการแพทย์ : แพทย์จะซักประวัติเกี่ยวกับโรคประจำตัว ประวัติการแพ้ยา การใช้ยา และประวัติสุขภาพครอบครัว เพื่อประเมินความเสี่ยงในการใช้ฮอร์โมน

  • การตรวจร่างกาย : วัดความดันโลหิต ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง ตรวจเต้านม และอวัยวะเพศ

  • การตรวจเลือด Transwomanผู้หญิงข้ามเพศเพียง 4,990.- 🔎
    ✓ ตรวจความสมบูรณ์เม็ดเลือด (CBC)
    ✓ ตรวจการทำงานของตับ (AST, ALT, ALP, Total/direct bilirubin)
    ✓ ตรวจปริมาณโปรตีนรวมในกระแสเลือด (Total protein, Albumin, Globulin)
    ✓ ตรวจระดับน้ำตาลสะสมในเลือด (HbA1C)
    ✓ ตรวจระดับไขมันในเลือด (Lipid profile)
    ✓ ตรวจค่าทำงานของไต (Creatinine)
    ✓ ตรวจระดับเกลือแร่ในร่างกาย (Electrolytes)
    ✓ ตรวจฮอร์โมนโปรแลกติน (Prolactin)
    ✓ ตรวจวัดระดับฮอร์โมนเพศเทสโทสเตอโรน (Testosterone)
    ✓ ตรวจวัดระดับฮอร์โมนเพศเอสโตรเจน (Estrogen)

  • การตรวจเลือด Transman ผู้ชายข้ามเพศเพียง 4,290.- 🔎
    ✓ ตรวจความสมบูรณ์เม็ดเลือด (CBC)
    ✓ ตรวจการทำงานของตับ (AST, ALT, ALP, Total/direct bilirubin)
    ✓ ตรวจปริมาณโปรตีนรวมในกระแสเลือด (Total protein, Albumin, Globulin)
    ✓ ตรวจระดับน้ำตาลสะสมในเลือด (HbA1C)
    ✓ ตรวจระดับไขมันในเลือด (Lipid profile)
    ✓ ตรวจฮอร์โมนโปรแลกติน (Prolactin)
    ✓ ตรวจวัดระดับฮอร์โมนเพศเทสโทสเตอโรน (Testosterone)
    ✓  ตรวจอัลตราซาวด์อุ้งเชิงกราน (Ultrasound pelvic)

การดูแลสุขภาพตนเองสำหรับคนข้ามเพศ

การดูแลสุขภาพสำหรับคนข้ามเพศเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีการปรับฮอร์โมนเพื่อยืนยันเพศสภาพ การปรับฮอร์โมนนี้ไม่เพียงแต่ส่งผลต่อร่างกาย แต่ยังมีผลต่อสภาพจิตใจและอารมณ์ของผู้ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงเพศให้ตรงกับตัวตนที่แท้จริงความสำคัญของการดูแลสุขภาพ

การดูแลสุขภาพคนข้ามเพศควรครอบคลุมทั้งด้านร่างกายและจิตใจ เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขและปลอดภัย โดยเฉพาะในกระบวนการปรับฮอร์โมนซึ่งมีผลกระทบต่อทั้งสองด้าน

1. การปรับฮอร์โมน เป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยให้ร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ต้องการ การใช้ฮอร์โมนควรทำภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เช่น แพทย์สูตินรีเวช เพื่อให้ได้รับคำแนะนำที่ถูกต้องและปลอดภัย รวมถึงการตรวจสอบระดับฮอร์โมนอย่างสม่ำเสมอเพื่อป้องกันผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น

2. สุขภาพจิต เป็นอีกด้านที่สำคัญสำหรับคนข้ามเพศ การรับรู้และยอมรับตัวตนของตนเองสามารถช่วยลดความเครียดและความวิตกกังวล การเข้ารับการบำบัดหรือคำปรึกษาจากจิตแพทย์สามารถช่วยให้ผู้ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงเพศรู้สึกมั่นใจมากขึ้นในการตัดสินใจเกี่ยวกับชีวิตของตน

3. การตรวจสุขภาพประจำปี เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคนข้ามเพศ โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ฮอร์โมน ควรมีการตรวจคัดกรองมะเร็งตามเพศสภาพ เช่น มะเร็งเต้านมในหญิงข้ามเพศ หรือมะเร็งปากมดลูกในบุรุษข้ามเพศที่ยังไม่ได้ผ่าตัดมดลูกออก นอกจากนี้ยังควรตรวจสุขภาพทั่วไป เช่น ความดันโลหิต ระดับน้ำตาลในเลือด และระดับไขมันในเลือด เพื่อประเมินความเสี่ยงต่อโรคต่างๆ

ข้อแนะนำในการดูแลสุขภาพ

  • ออกกำลังกาย : ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อรักษาสุขภาพร่างกายและจิตใจ

  • โภชนาการ : รับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน เช่น ผัก ผลไม้ ธัญพืช และโปรตีน

  • พักผ่อน : นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอเพื่อฟื้นฟูร่างกาย

  • ตรวจสอบอารมณ์ : สังเกตอารมณ์และความรู้สึกของตัวเอง และหากรู้สึกไม่ดี ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทันที

การปรับฮอร์โมนเป็นก้าวสำคัญสำหรับคนข้ามเพศ (Transgender)

ในการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกายสู่เพศสภาพที่ปรารถนา ย่อมส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ดังนั้น การดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสม จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะระหว่างการปรับฮอร์โมน เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างราบรื่น และมีสุขภาพแข็งแรงในระยะยาว

female-couple-with-rainbow-symbol

ทำไมการดูแลสุขภาพจึงสำคัญสำหรับคนข้ามเพศระหว่างการปรับฮอร์โมน?

  • ลดผลข้างเคียง : ฮอร์โมนมีผลต่อระบบต่างๆ ในร่างกาย การปรับฮอร์โมนอาจทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ น้ำหนักตัวเปลี่ยนแปลง ความดันโลหิตสูง เป็นต้น การดูแลสุขภาพที่ดี ช่วยลดความเสี่ยง และบรรเทาผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น

  • เพิ่มประสิทธิภาพการรักษา : สุขภาพที่ดี ช่วยให้ร่างกายตอบสนองต่อฮอร์โมนได้ดีขึ้น ส่งผลให้การปรับฮอร์โมนมีประสิทธิภาพ

  • ป้องกันโรคแทรกซ้อน : การปรับฮอร์โมน อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคบางชนิด เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน มะเร็งบางชนิด การดูแลสุขภาพ ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคแทรกซ้อนเหล่านี้

คำแนะนำในการดูแลสุขภาพสำหรับคนข้ามเพศระหว่างการปรับฮอร์โมน

1. ด้านโภชนาการ

  • รับประทานอาหารครบ 5 หมู่ : เน้นผัก ผลไม้ ธัญพืช โปรตีน และไขมันที่ดี

  • จำกัดอาหารแปรรูป : เช่น อาหารสำเร็จรูป อาหารทอด อาหารที่มีน้ำตาลสูง

  • ดื่มน้ำสะอาด : ให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย

  • ควบคุมน้ำหนัก : ให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม

2. ด้านการออกกำลังกาย

  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ : อย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน สัปดาห์ละ 5 วัน เช่น เดินเร็ว วิ่ง ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน

  • เลือกกิจกรรมที่ชอบ : เพื่อให้การออกกำลังกายเป็นเรื่องสนุก และทำได้อย่างต่อเนื่อง

3. ด้านการพักผ่อน

  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ : อย่างน้อย 7-8 ชั่วโมงต่อคืน

  • จัดเวลาพักผ่อน : ให้เหมาะสม เพื่อลดความเครียด

4. ด้านสุขภาพจิต

  • ดูแลสุขภาพจิต : ผ่อนคลายความเครียด ทำกิจกรรมที่ชอบ

  • พูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญ : หรือเข้าร่วมกลุ่มสนับสนุน หากมีปัญหา

5. การตรวจสุขภาพ

  • ตรวจสุขภาพเป็นประจำ : ตามคำแนะนำของแพทย์

  • ปรึกษาสูตินรีเวช : หากมีข้อสงสัย หรือพบความผิดปกติ

การรับฮอร์โมนคนข้ามเพศอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ

การปรับฮอร์โมนเป็นก้าวสำคัญสำหรับคนข้ามเพศในการเปลี่ยนผ่านสู่เพศสภาพที่ปรารถนา แต่การใช้ฮอร์โมนใดๆ ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เช่น สูตินรีเวช ดอนเมือง เพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูงสุด

ขั้นตอนการรับฮอร์โมนคนข้ามเพศภายใต้การดูแลของสูตินรีเวช ดอนเมือง

1. การตรวจประเมินเบื้องต้น 

  • ประวัติทางการแพทย์ : แพทย์จะซักประวัติเกี่ยวกับโรคประจำตัว ประวัติการแพ้ยา การใช้ยา และประวัติสุขภาพครอบครัว เพื่อประเมินความเสี่ยงในการใช้ฮอร์โมน

  • การตรวจร่างกาย : วัดความดันโลหิต ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง ตรวจเต้านม และอวัยวะเพศ

2. วางแผนการรักษา
หลังจากการตรวจประเมิน แพทย์สูตินรีเวชจะประเมินผล และวางแผนการรักษา รวมถึงชนิด ปริมาณ และวิธีการรับฮอร์โมนที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล โดยพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ เช่น

1. เพศสภาพที่ต้องการ 

  • ชายเป็นหญิง (Male To Female, MTF) 

  • หญิงเป็นชาย (Female To Male, FTM)

2. อายุ 

  • 18 - 20 ปี : ต้องมีผู้ปกครองเซ็นยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษร

  • อายุ 20 ปีขึ้นไป : มีความสามารถในการตัดสินใจและให้ความยินยอมในการรักษาได้ด้วยตนเอง

3. การประเมินสภาพจิตใจ

  • พบจิตแพทย์ 2 ท่าน เพื่อยืนยันว่าผู้รับบริการต้องการเป็นคนข้ามเพศอย่างแท้จริง และได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะ Gender dysphoria (GD) คือ ภาวะที่บุคคลมีความรู้สึกไม่สอดคล้องระหว่างเพศกำเนิดกับอัตลักษณ์ทางเพศ

  • ไม่มีภาวะทางจิตเวช เช่น โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล

4. การตรวจสุขภาพ

  • ตรวจร่างกาย : วัดความดันโลหิต ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง

  • ตรวจเลือด

    • ระดับฮอร์โมน เช่น เอสโตรเจน (Estrogen) และเทสโทสเตอโรน (Testosterone)

    • การทำงานของตับและไต เพื่อประเมินความสามารถในการกำจัดฮอร์โมนออกจากร่างกาย

    • ระดับน้ำตาลในเลือด เพื่อตรวจหาโรคเบาหวาน

    • ไขมันในเลือด เพื่อประเมินความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด

5. ประวัติสุขภาพ

  • แพทย์จะซักประวัติเกี่ยวกับโรคประจำตัว ประวัติการแพ้ยา การใช้ยา และประวัติสุขภาพครอบครัว เพื่อประเมินความเสี่ยงในการใช้ฮอร์โมน

  • ประวัติภาวะเสี่ยง เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ประวัติการเป็นมะเร็งในครอบครัว

6. สุขภาพทั่วไป

  • สุขภาพร่างกายแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัวร้ายแรง

  • ไม่มีประวัติแพ้ยา

  • ไม่มีภาวะตั้งครรภ์ สำหรับเพศหญิงที่ต้องการเป็นชาย

3. ชนิดของฮอร์โมน 

  • ฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) ใช้ในการปรับฮอร์โมนจากชายเป็นหญิง (MTF)

  • ฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน (Testosterone) ใช้ในการปรับฮอร์โมนจากหญิงเป็นชาย (FTM)

4. วิธีการรับฮอร์โมน

1. รับประทาน (Oral) : ยาเม็ด แคปซูล

ข้อดี
- สะดวก รับประทานง่าย ราคาไม่แพง

ข้อเสีย
- การดูดซึมยาอาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล
- ต้องรับประทานยาเป็นประจำทุกวัน
- อาจส่งผลต่อตับ

2. ฉีด (Injection) : ยาฉีดเข้ากล้ามเนื้อ หรือใต้ผิวหนัง

ข้อดี
- ระดับฮอร์โมนในเลือดคงที่กว่าการรับประทาน
- ระยะเวลาการออกฤทธิ์ยาวนานกว่า
- เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่สะดวก หรือ ลืมรับประทานยาเป็นประจำ

ข้อเสีย
- อาจเกิดอาการเจ็บ ปวด หรือระคายเคืองบริเวณที่ฉีด
- ต้องไปพบแพทย์เพื่อฉีดยาเป็นประจำ
- ราคาสูงกว่าการรับประทาน

3. ทา (Topical) : เจล ครีม

ข้อดี
- ดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้เร็ว
- ลดผลข้างเคียงต่อตับ
- ใช้งานง่าย

ข้อเสีย
- อาจเกิดอาการแพ้ หรือระคายเคืองผิวหนัง
- ต้องทาเป็นประจำทุกวัน
- ราคาสูงกว่าการรับประทาน

4. ฝังยา (Implant) : แท่งยาขนาดเล็ก ฝังใต้ผิวหนัง
ข้อดี
- ปล่อยฮอร์โมนในระดับคงที่
- ออกฤทธิ์ยาวนาน (6-12 เดือน)
- ไม่ต้องรับประทานยา หรือ ฉีดยาบ่อยๆ

ข้อเสีย
- ต้องทำหัตถการเล็ก เพื่อฝังและนำยาออก
- อาจเกิดอาการติดเชื้อ หรือ แท่งยาเคลื่อนที่
- ราคาสูง

5. การติดตามผล
หลังจากเริ่มรับฮอร์โมน แพทย์จะนัดติดตามผล เพื่อประเมินประสิทธิภาพ และปรับแผนการรักษาให้เหมาะสม รวมถึงดูแลและให้คำแนะนำ เกี่ยวกับผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น

"การเปลี่ยนแปลงของร่างกาย" หลังรับฮอร์โมนสำหรับคนข้ามเพศ

การปรับฮอร์โมนเป็นก้าวสำคัญสำหรับคนข้ามเพศ (Transgender) ในการเปลี่ยนผ่านสู่เพศสภาพที่ปรารถนา โดยฮอร์โมนจะเข้าไปปรับเปลี่ยนร่างกาย ให้สอดคล้องกับอัตลักษณ์ทางเพศสภาพมากยิ่งขึ้น แต่การเปลี่ยนแปลงนี้ จะเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป และแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก ดังนี้

การเปลี่ยนแปลงของร่างกายหลังรับฮอร์โมน (Transwoman)

young-asian-transgender-lgbt-with-rainbow-flag-isolated-pink-color-background-gender-expression-pride-equality-concept(1)การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพและจิตใจหลังจากการรับฮอร์โมนสำหรับ Transwoman เป็นกระบวนการที่สำคัญในการเปลี่ยนแปลงสรีระให้ตรงกับอัตลักษณ์ทางเพศที่ต้องการ โดยทั่วไปแล้ว การเปลี่ยนแปลงนี้จะเริ่มเห็นได้ชัดเจนหลังจากรับฮอร์โมนอย่างสม่ำเสมอเป็นระยะเวลา 3-6 เดือนขึ้นไป อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ชนิดและปริมาณของฮอร์โมนที่ได้รับ อายุ พันธุกรรม และสุขภาพโดยรวม

ระบบสืบพันธุ์

  • เต้านมขยายใหญ่ขึ้น

  • ความต้องการทางเพศลดลง

ลักษณะทางกายภาพ

  • สรีระเล็กลง

  • ไขมันสะสมเพิ่มขึ้นบริเวณสะโพก เอว และต้นขา

  • ขนาดของกล้ามเนื้อเล็กลง

  • ผิวเนียนละเอียดขึ้น

  • ลดการเกิดสิว

  • ขนบริเวณร่างกายและใบหน้าลดลง

  • เสียงเล็กแหลมขึ้น

ด้านจิตใจ

  • อารมณ์อาจมีความแปรปรวนน้อยลง ทำให้ผู้รับฮอร์โมนรู้สึกสงบและมั่นใจในตัวเองมากขึ้น

การดูแลตนเองระหว่างการรับฮอร์โมน

  • รับประทานยาฮอร์โมน ตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ระดับฮอร์โมนในร่างกายอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม

  • พบแพทย์ตามนัด เพื่อทำการติดตามผลการรักษาและปรับขนาดยาให้เหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย

  • ดูแลสุขภาพ โดยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และพักผ่อนให้เพียงพอ

  • สังเกตอาการผิดปกติ และแจ้งแพทย์ทันทีหากมีอาการที่ไม่ปกติหรือไม่สบาย เพื่อให้แพทย์สามารถดำเนินการรักษาได้อย่างทันท่วงที

การเปลี่ยนแปลงของร่างกายเมื่อรับฮอร์โมน (Transman)

homosexual-holding-rainbow-flag(1)

การรับฮอร์โมนเพศชายสำหรับชายข้ามเพศ หรือที่เรียกว่า Transman เป็นกระบวนการที่สำคัญในการช่วยให้บุคคลสามารถเปลี่ยนแปลงร่างกายให้ตรงกับอัตลักษณ์ทางเพศที่ต้องการ โดยทั่วไป การเปลี่ยนแปลงของร่างกายจะเริ่มเห็นได้ชัดเจนเมื่อผ่านการรับฮอร์โมนอย่างสม่ำเสมอเป็นระยะเวลา 3-6 เดือนขึ้นไป ความเร็วในการเปลี่ยนแปลงจะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น อายุ สุขภาพ พันธุกรรม และชนิดและปริมาณของฮอร์โมนที่ได้รับ

ระบบสืบพันธุ์

  • ประจำเดือนมักจะหยุดภายใน 6 เดือน

  • รังไข่ฝ่อลง

  • มดลูกมีขนาดเล็กลง

  • ช่องคลอดแห้ง และเนื้อเยื่อบางลง

  • ความต้องการทางเพศเพิ่มขึ้น

ลักษณะทางกายภาพ

  • เสียงทุ้มขึ้น

  • ขนขึ้นตามใบหน้า ลำตัว แขน ขา มากขึ้น

  • กล้ามเนื้อขยายใหญ่ และแข็งแรงขึ้น

  • โครงหน้าเปลี่ยนแปลง เช่น กรามชัดขึ้น โหนกแก้มเด่นขึ้น

  • ผิวมัน และหยาบขึ้น

  • ไขมันมีการกระจายตัว แบบเพศชาย เช่น สะสมบริเวณหน้าท้องมากขึ้น

  • กลิ่นกายเปลี่ยนไป

ด้านจิตใจ

  • อารมณ์อาจมีความมั่นใจในตนเองมากขึ้น

  • พฤติกรรมอาจแสดงออก แบบเพศชายมากขึ้น

ข้อควรระวัง

  • ผลข้างเคียงการรับฮอร์โมน อาจมีผลข้างเคียง เช่น สิว ผมร่วง น้ำหนักขึ้น ความดันโลหิตสูง ดังนั้น ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เช่น  สูตินรีเวช ดอนเมือง

  • การตั้งครรภ์แม้ประจำเดือนจะหยุด แต่ยังมีโอกาสตั้งครรภ์ได้ หากมีเพศสัมพันธ์ ควรปรึกษาแพทย์ เกี่ยวกับการคุมกำเนิด

ความสำคัญของการตรวจติดตามหลังเทคฮอร์โมนสำหรับคนข้ามเพศ

การปรับฮอร์โมนเป็นก้าวสำคัญสำหรับคนข้ามเพศในการเปลี่ยนผ่านสู่เพศสภาพที่ปรารถนา แต่การรับฮอร์โมนนั้นไม่ใช่เพียงแค่การเริ่มต้นเท่านั้น การตรวจติดตามผลหลังจากเริ่มรับฮอร์โมนก็มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อประเมินประสิทธิภาพของการรักษา ปรับแผนการรักษาให้เหมาะสม และดูแลผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น

ทำไมต้องตรวจติดตามหลังเทคฮอร์โมน?

แพทย์สูตินรีเวชจะทำการตรวจติดตามสุขภาพ เพื่อให้แน่ใจว่ายาฮอร์โมนได้เข้าสู่ร่างกาย และออกฤทธิ์ได้อย่างเหมาะสม โดยแพทย์อาจจะนัดประเมินทุก 3-6 เดือนในปีแรก และ 1-2 ครั้งในปีต่อไป เพื่อวัตถุประสงค์ดังนี้

  • ประเมินอาการแสดง : แพทย์จะตรวจดูอาการแสดงของเพศหญิงและเพศชาย ที่เกิดขึ้นหลังจากรับฮอร์โมน เช่น การเปลี่ยนแปลงของเสียง ผิวพรรณ รูปร่าง รวมถึงอารมณ์และความรู้สึก

  • ตรวจหาภาวะแทรกซ้อน : แพทย์จะตรวจหาภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้จากการใช้ฮอร์โมน เช่น ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง มะเร็ง เป็นต้น

  • ตรวจวัดระดับฮอร์โมน : แพทย์จะตรวจวัดระดับฮอร์โมน testosterone และ estradiol ทุก 3-6 เดือน เพื่อประเมินประสิทธิภาพของการรักษา และปรับขนาดยาให้เหมาะสม

การปรับยาและการสั่งยาเพิ่ม

แพทย์อาจมีการปรับขนาดยา หรือสั่งยาเพิ่ม ตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล โดยพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ เช่น

  • ระดับฮอร์โมน : แพทย์จะปรับขนาดยา เพื่อให้ระดับฮอร์โมนอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม

  • อาการแสดง : แพทย์จะปรับขนาดยา หรือสั่งยาเพิ่ม เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย ตามที่ผู้รับฮอร์โมนต้องการ

ผลข้างเคียง : แพทย์จะปรับขนาดยา หรือเปลี่ยนชนิดของยา เพื่อลดผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น

ความสำคัญของการดูแลโดยสูตินรีเวช

การตรวจติดตามหลังเทคฮอร์โมน ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านฮอร์โมนโดยเฉพาะสูตินรีเวช ดอนเมือง

  • สูตินรีเวช ดอนเมือง มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ เกี่ยวกับระบบฮอร์โมนในร่างกาย โดยเฉพาะฮอร์โมนเพศหญิงและเพศชาย

  • สูตินรีเวช ดอนเมือง มีประสบการณ์ในการดูแลรักษาผู้ป่วย ที่มีปัญหาเกี่ยวกับฮอร์โมน รวมถึงคนข้ามเพศที่ต้องการปรับฮอร์โมน

  • สูตินรีเวช ดอนเมือง สามารถตรวจวินิจฉัย ประเมินความเสี่ยง และวางแผนการรักษา รวมถึงชนิดและปริมาณฮอร์โมนที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล

  • สูตินรีเวช ดอนเมือง จะติดตามผลการรักษาอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินประสิทธิภาพ และปรับแผนการรักษาให้เหมาะสม รวมถึงดูแลและให้คำแนะนำ เกี่ยวกับผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น

การข้ามเพศควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อประเมินความเหมาะสม และโอกาสความสำเร็จในการรักษา

ที่ Vanita Clinic ดอนเมือง เรามีทีมแพทย์สูตินรีเวชผู้เชี่ยวชาญ พร้อมให้คำปรึกษา และดูแลรักษาผู้ที่ต้องการข้ามเพศอย่างครบวงจร ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย และบรรยากาศที่เป็นกันเอง
ติดต่อสอบถามหรือนัดหมายจองคิว #ปรึกษาคุณหมอวันนี้ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย
💭 ทักแชท m.me/100086536400472
💬 Line : @‌vanitaclinic (มี@) หรือกด https://lin.ee/SZilE2C
☎️ TEL : 063-263-2929
🌐 Website: https://www.vanitaclinic.com
📍 Location: https://g.co/kgs/PG1v1bT

FAQ

1. การปรับฮอร์โมนคืออะไร?
การปรับฮอร์โมนคือกระบวนการนำฮอร์โมน “เพศที่ต้องการ” เข้าสู่ร่างกาย เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและจิตใจไปสู่เพศที่ต้องการ โดยช่วยลดฮอร์โมนเพศเดิมและเสริมฮอร์โมนเพศใหม่

2. การปรับฮอร์โมนมีประเภทอะไรบ้าง?
การปรับฮอร์โมนแบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก
- MTF (Male to Female) : เสริมฮอร์โมนเอสโตรเจนและลดฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน
- FTM (Female to Male) : เสริมฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนและลดฮอร์โมนเอสโตรเจน

3. ต้องเตรียมตัวอย่างไรก่อนการตรวจฮอร์โมน?
ควรงดอาหารและเครื่องดื่มอย่างน้อย 8-12 ชั่วโมงก่อนการตรวจเลือด, แจ้งแพทย์เกี่ยวกับยาที่ใช้, งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 24 ชั่วโมง, และพักผ่อนให้เพียงพอก่อนวันตรวจ

4. การตรวจฮอร์โมนสำหรับคนข้ามเพศตรวจอะไรบ้าง?
การตรวจรวมถึงการตรวจความสมบูรณ์ของเลือด, การทำงานของตับ, ระดับน้ำตาลในเลือด, ระดับไขมันในเลือด, และระดับฮอร์โมนเพศ เช่น เทสโทสเตอโรนและเอสโตรเจน

5. ทำไมต้องมีการติดตามผลหลังจากเริ่มรับฮอร์โมน?
การติดตามผลช่วยประเมินประสิทธิภาพของการรักษา, ปรับขนาดยาให้เหมาะสม และตรวจสอบผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น เพื่อให้มั่นใจว่าผู้รับบริการได้รับการดูแลอย่างปลอดภัย

6. การปรับฮอร์โมนมีผลข้างเคียงหรือไม่?
ใช่, การปรับฮอร์โมนอาจมีผลข้างเคียง เช่น คลื่นไส้, อาเจียน, น้ำหนักตัวเปลี่ยนแปลง หรือความดันโลหิตสูง ดังนั้นควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

7. ควรเลือกวิธีใดในการรับฮอร์โมน?
วิธีในการรับฮอร์โมนมีหลายแบบ เช่น รับประทาน, ฉีด, ทา หรือฝังยา ขึ้นอยู่กับความสะดวกและคำแนะนำจากแพทย์

8. การดูแลสุขภาพสำหรับคนข้ามเพศควรทำอย่างไร?
ควรรักษาสุขภาพทั่วไป เช่น ตรวจสุขภาพประจำปี, รับประทานอาหารที่มีประโยชน์, ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และดูแลสุขภาพจิตเพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิต

9. Vanita Clinic ดอนเมือง มีบริการอะไรบ้าง?
Vanita Clinic ให้บริการด้านสูตินรีเวชครบวงจร เช่น ตรวจรักษา วางแผนครอบครัว รักษาผู้มีบุตรยาก ฯลฯ

10. ติดต่อ Vanita Clinic ได้อย่างไร?
💭 ทักแชท m.me/100086536400472
💬 Line : @‌vanitaclinic (มี@) หรือกด https://lin.ee/SZilE2C
☎️ TEL : 063-263-2929
🌐 Website: https://www.vanitaclinic.com
📍 Location: https://g.co/kgs/PG1v1bT